Beauty GURU EP.4 "5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนฉีด BOTOX"

20 ก.พ. 2561 15:51 น. | เปิดอ่าน 871

 

 

จริงๆแล้วคำว่า โบท็อกซ์ เป็นแค่ชื่อทางการค้าของบริษัทยาแห่งหนึ่งใน USA ส่วนสารที่บรรจุภายในเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium Botulinum) เรียกเป็นทางการว่า โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin ) สารนี้จะมีฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ชั่วคราว ในอดีตทางการแพทย์มีการใช้สารนี้ในการรักษาอาการ ตาเหล่ ตาเข ปัจจุบันมีการพัฒนา มาใช้ในด้านความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวลง ลดริ้วรอยบนใบหน้า ยกกระชับผิวหนัง แม้กระทั่ง ฉีดเพื่อลดเหงื่อ อาการปวดเกร็งต้นคอ ปวดศีรษะ ได้อีกด้วย
>>> การฉีด BOTOX จะออกฤทธิ์นานแค่ไหน??
โดยทั่วไปสารจะออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 3-8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ บริเวณในการฉีด อาการที่ต้องการรักษา การฉีดครั้งแรกหรือฉีดซ้ำ และอายุของผู้รับการรักษา ดังนั้นผลการรักษาในแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป

 

 

 

ฺBOTOX มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

1.ช่วยลดเลือนริ้วรอยบนในหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการแสดงสีหน้าต่างๆเช่น การยิ้ม การขมวดคิ้ว ซึ่งมีผลทำให้เกิดรอยตีนกา รอยย่นรอบดวงตา หน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้ว รอยย่นรอบปาก ร่องแก้ม ใต้คางและลำคอ
2.ช่วยปรับกรอบหน้าให้ดูชัดและเรียวขึ้น ซึ่งการปรับกรอบหน้าเป็นการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อกรามเมื่อกล้ามเนื้อกรามไม่ถูกใช้งาน ก็จะมีขนาดเล็กลง ทำให้ใบหน้าเรียวขึ้น
3.ลดอาการอื่นๆที่ใช้ในทางการแพทย์เช่น ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เป็นต้น
4. ช่วยปรับรูปคิ้ว เช่น ยกคิ้วเพื่อแก้ปัญหาหางตาตกหรือปรับลักษณะของคิ้วที่เป็นอยู่ให้มีลักษณะโหวงเฮ้งตามต้องการ ซึ่งการปรับรูปคิ้วนั้น เกิดจากการยับยั้งกล้ามเนื้อบางจุดของคิ้ว จึงทำให้รูปคิ้วเปลี่ยนไปตามต้องการได้
5. ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อน่อง โดยเมื่อฉีดสารจะออกฤทธิ์โดยไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อน่อง ทำให้กล้ามเนื้อน่องไม่ได้ใช้งานและจะมีขนาดค่อยๆเล็กลง แต่หากน่องหรือขาที่ใหญ่เกิดจากไขมัน โบท็อกซ์ไม่สามารถช่วยลดได้ต้องมีการฉีดสลายไขมันหรือดูดไขมันช่วยเสริม
6. ช่วยลดปริมาณเหงื่อที่รักแร้และฝ่ามือ โดยจะออกฤทธิ์ไปขวางการทำงานของต่อมเหงื่อ และต่อมกลิ่นบริเวณใต้วงแขน ให้สามารถทำงานได้ลดน้อยลง

 

 

>>ข้อดี<<
1.ปลอดภัย ไม่ตกค้าง เพราะร่างกายสามารถสลายไปเองได้
2.ใช้เวลาในการฉีดเพียง 5-10 นาทีไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้นหลังฉีดสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ
3.ไม่มีแผลเป็น อาการบวม ปวดแผลหรือ อาการแทรกซ้อนอื่นๆที่รุนแร
4.ไม่เจ็บปวด เห็นผลเร็ว
5.หากฉีดแล้วไม่พอใจในผลลัพธ์ สามารถรอให้สลายไป และฉีดใหม่ได้
>>ข้อห้าม<<
1.ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
2.คนที่แพ้โปรตีนอัลบูมินหรือ Botox
3.คนที่เลือดออกง่ายผิดปกติ
4.คนที่มีความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อ เช่นมัยแอสทีเนีย myasthenia gravis หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
5. ยาบางตัวมีผลต่อโบท็อกซ์เช่นยากลุ่มยาแอนติไบโอติกส์ ควินิน ฯลฯ

 

 

 

>>การดูแลตัวเองก่อนฉีด BOTOX<<
ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ค่ะ
1. ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย และสมุนไพรร้อน เช่น โสม ก่อนการรักษาประมาณ 2-3 วัน
2. ห้ามรับประทานยาลดการอักเสบ และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ Motrin, Naproxen, Brufen Aspirin เป็นเวลา 1 สัปดาห์
ก่อนการฉีดยา
3.หยุดใช้ยากลุ่มกรดวิตามิน A, AHA ที่ผลัดเซลล์ผิวเพราะมันทำให้ผิวบอบบาง
4.ควรงดแอลกอฮอล์
5.งดการสครับหน้าและขัดหน้า เป็นเวลา 2-3 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดความเสี่ยง รอยฟกช้ำ ความระคายเคืองและลดผลข้างเคียงที่จะตามมา

 

 

>>การดูแลหลังตัวเองหลังฉีดBOTOX<< ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ค่ะ
1. ห้ามนอนราบ 3 ชม. หลังทำ เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีด ทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องการ
2. ห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทำให้ยากระจายตัวไปที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้
3. ขยับกล้ามเนื้อที่ฉีด ทุก 15 นาที ในชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น
4. หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นที่บ้านต่อ ไม่ให้นวด หรือประคบอุ่น
5งดทานยาจำพวก แอสไพริน วิตามินอี สมุนไพรร้อน เช่น แปะก๊วย โสม 2-3 วัน เพื่อลดรอยช้ำหลังฉีด (หากมี)
6. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2 อาทิตย์แรกซึ่งอาจจะมีผลทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หรืออาจแย่ไปกว่านั้นอีกก็คือ ทำให้เกิดริ้วรอยแผลบริเวณตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์
7ช่วงเดือนแรก งดเว้นการนวดหรือขยี้หน้าแรงๆ
8.หลีกเลี่ยงความร้อนหรืออบซาวน์หน้าเพราะจะทำให้ผลโบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้สั้นกว่าปกติ หรือคืนตัวเร็วนั่นเอง
9. ควรขยับกล้ามเนื้อหรือเคี้ยวหมากฝรั่งในช่วงแรกเพื่อให้ยากระจายตัวในกล้ามเนื้อกรามได้ดีขึ้น
10. ปกติแล้ว แพทย์จะนัดให้กลับมาพบแพทย์ครั้งต่อไปในอีก 1 อาทิตย์ หรือถ้าฉีดหน้าเรียวพบแพทย์ครั้งต่อไปอีก 2 อาทิตย์หลังจากวันที่ฉีด หรือหากมีข้อสงสัยหรือ มีอาการผิดปกติอย่างใด ก็ควรกลับไปพบแพทย์ทันที